The Debate

เล่น เกมส์ ออนไลน์ ได้ เงิน จริง ไหม1️⃣M98: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

slotxo เครดิต ฟรี 1️⃣2021, หุ้นแนะนำ : PTT (ระดับ Valuation ถูก + Sentiment บวกจากการฟื้นตัวของราคาน้ำมัน, เป้าทางกลยุทธ์ 280-283 ตัดขาดทุน 258) AOT (คาดจำนวนนักท่องเที่ยวจะเข้ามามากขึ้น หากสถานการณ์ความปลอดภัยในประเทศสู่สภาวะปกติ และไม่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทอ่อนค่า, เป้าทางกลยุทธ์ 280 ตัดขาดทุน 268)นายโอภาส เห็นว่าผู้บริโภคในกลุ่มคนทำงานที่เริ่มทำงานใหม่ยังมีกำลังซื้อ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่ระดับราคา 1 ล้านบาทต่อยูนิต ผ่อนชำระต่อเดือน 3-4 พันบาท ซึ่งการซื้อคอนโดมิเนียมระดับราคานี้นับว่าดีกว่าการเช่า และประหยัดเวลาการเดินทางมาทำงาน ทำให้บริษัทเชื่อว่าจะรักษาระดับการเติบโตของรายได้โต 15% ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าสรุปหุ้น 10 อันดับแรกที่หนุนดัชนีภาคเช้า (31 ส.ค.) การเดินทางไปโรดโชว์ทั้ง 5 จังหวัด ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีนักลงทุนให้ความสนใจหุ้นของเราเป็นจำนวนมาก ซึ่งการเดินทางไปให้ข้อมูลในพื้นที่แบบใกล้ชิดจะทำให้นักลงทุนมีความเข้าใจธุรกิจของ KOOL ซึ่งทางทีมงานได้นำสินค้าตัวอย่างไปแสดงในงานโรดโชว์ทำให้นักลงทุนสนใจและมีความเข้าใจธุรกิจมากยิ่งขึ้น นายนพชัย กล่าวในที่สุด,อนึ่ง นาย ทวีฉัตร จุฬางกูร เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของหลายบริษัท และเป็นหลานชาย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ทายาทอาณาจักรธุรกิจหมื่นล้าน ซัมมิทกรุ๊ป และเป็นเจ้าของพอร์ตหุ้น หลายพันล้านบาท “อิงฟ้า” ขึ้นกุมบัลลังก์ GRAMMY แทน “อากู๋”SVI ซื้อ ราคาหุ้นแกว่งตัวฟื้นขึ้นต่อเนื่อง ด้วยแท่งเทียนรูปแบบ Rising Three Method พร้อมปริมาณการซื้อขายเริ่มกลับมาหนาแน่น เครื่องมือ MACD พุ่งชี้ขึ้นต่อเนื่อง เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไร แนวต้านแรก 4.98 บาท และเป้าหมายถัดไป 5.10 บาทCIG จะว่าเรื่องปกติก็ว่าได้ หรือจะว่าเรื่องไม่ปกติก็ว่าได้เหมือนกัน ที่ว่าปกติคือราคาหุ้นตกลึก และเป็นหุ้นเล็ก ทำให้มีแรงซื้อเก็งกำไรเข้ามาตามประสาตลาดหุ้นไทยที่รายย่อยต้องหาอะไรกินระหว่างวันไม่อย่างนั้นต้องเหงา จึงทำให้เกิดการดีดตัวของราคา คนที่เห็นก็เข้ามาเก็งกำไรต่อๆ กันไปนั่นเอง แต่ถ้าจะว่าไม่ปกติก็สงสัยอยู่ เนื่องจากไปดูกลุ่มผู้ถือหุ้นมีหน้าใหม่ๆ เข้ามาเป็นบรรดาเสี่ยก็หลายคน ประกอบกับเป็นหุ้นที่ราคาต่ำกว่า Book ซึ่งอยู่ที่ 1.85 บาท มีส่วนเกินมูลค่าหุ้น 565 ล้านบาท มีขาดทุนสะสม 214 ล้านบาทสามารถหักลบกันล้างออกได้ทันที เท่ากับว่าบริษัทมีงบบัญชีที่เตรียมพร้อมในการสะสาง ที่น่าสนใจคือมีที่ดินโรงงาน มูลค่าไม่น้อยเลยอะ เท่ากับว่ามี hidden asset ที่ซ่อนค่าไว้อยู่ จึงอาจจะเป็นที่หมายตาของบรรดาขาใหญ่ในการเข้าสวมกิจการ หรือจะทำอะไรก็ต้องมาคอยดูกันไป แต่ดูจากโวลุ่มที่โตขึ้นมา ดูจากอาการหุ้นที่กระดิกแปลกๆ และคุณสมบัติอันครบถ้วนของหุ้นเล็ก ทำให้เด็กแนวสนใจว่าหุ้นตัวนี้ใครที่มองว่าราคาลงเยอะ ความเสี่ยงต่ำ upside สูงให้เข้าสะสม ขณะที่ตัวอุตสาหกรรมเองก็ได้ประโยชน์จากภาวะวัตถุดิบ อย่างพวกทองแดงราคาตกเข้ามาช่วย จึงได้รอบของกำไรวกกลับ เหมือนหุ้นหลายตัวที่ตอนนี้เล่นเรื่องนี้กลยุทธ์สุดท้าย คือแผนการออกรสชาติและขนาดใหม่ อาทิ เครื่องดื่มชาสมุนไพรจับเลี้ยงพร้อมดื่ม เย็นเย็น ขนาดใหม่ 315 มิลลิลิตร รุกตลาดค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) และแม็คโคร เพื่อขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น รวมทั้ง มีแผนออกน้ำผลไม้ไม่อัดลมรสชาติใหม่ ไบเล่ ลิ้นจี่ หวังเอาใจผู้บริโภคต่อเนื่อง หลังจากยอดขายแบรนด์ไบเล่ จำนวน 2 รสชาติแรก ได้แก่ ไบเล่ น้ำส้ม และไบเล่ น้ำองุ่นแดง ที่ทางบริษัทฯ เปิดตัวไปแล้วในไตรมาส 2/2558 ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นที่น่าพอใจ,BLA Trading buy ปิด 48.75 แนวรับ 48.5-47.0 แนวต้าน 50.5-52.0มาตรการวางรากฐานของประเทศ : ประกอบด้วย 1) เศรษฐกิจต้องเติบโตจาก แนะนำซื้อ SGP โดยมีแนวรับที่ 11.00 และ 10.80 และมีแนวต้านที่ 11.60 และ 12.00 เป็นจุดขายทำกำไรอนึ่ง หลังจากการพ้นจากตำแหน่งกรรมการของนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่(CEO)เนื่องจากครบวาระการดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ตามสัญญาจ้าง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2558หุ้นบวกดัชนี ADVANC DTAC AOT MINT BIGC BEC TRUE DELTA BAY SCB CENTEL INTUCH IVL,แนวต้าน 4.60-4.64 บาท、แจก เครดิต ฟรี สมาชิก ใหม่ 1️⃣2021、นอกจากนั้นทาง UPA ยังได้รับแจ้งจากบริษัท อันดามันเพาเวอร์ฯ ว่าขณะนี้มีการใช้ไฟฟ้าเต็มกำลังการผลิตแล้ว และในเฟสต่อไป บริษัท อันดามันเพาเวอร์ฯ มีแผนที่จะเริ่มโครงการขั้นต้นก่อนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดกำลังการผลิต 150-200 เมกะวัตต์ในเร็วๆนี้。 ขณะเดียวกันสำนักงาน กสทช. ได้ดำเนินการเดินสายประชาสัมพันธ์และรณรงค์ให้ประชาชนใช้คูปองดิจิตอลทีวีในการแลกรับหรือเป็นส่วนลดในการซื้ออุปกรณ์รับชมบริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลทีวีตามชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆนอกจากนี้ ยังได้มีการจัดการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องรับโทรทัศน์ และอุปกรณ์รับสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้ผู้รับใบอนุญาตเข้าร่วมแสดงผลงานเกี่ยวกับดิจิตอลทีวี เช่น การออกร้านในงานกาชาด ปี 2558 การตั้งบูธแสดงผลงานร่วมกับสำนักงาน กสทช. ในงานวันการสื่อสาร ปี 2558Tpi Polene (TPIPL TB; THB 2.34) ซื้อราคาปิด 4.22 ตัดขาดทุน 4.10。

AOT ปิดที่ 276.00 บาท เพิ่มขึ้น 5.00 บาทสำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค.พุ่งขึ้น 3.98 ดอลลาร์ ปิด (31 ส.ค.) ที่ 49.2 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 4.1 ดอลลาร์ ปิดที่ 54.15 ดอลลาร์/บาร์เรลTpi Polene (TPIPL TB; THB 2.34) ซื้อMCS Trading buy ปิด 9.8 แนวรับ 9.7-9.4 แนวต้าน 10.2-10.5?SET50 Index Futures: บ่ายระยะดีดยังไม่พ้นแนวต้าน 890 จุด และกรณีดียังไม่ข้าม 895 จุดซึ่งจะยืนยันการจบรอบฟื้นแบบ V-Shape ระยะสั้น ขณะที่ระยะสัปดาห์ยังสังเกตแนว 883 จุด หลุดจะยืนยันการชะลอสู่ฐาน 870 จุด และ 860 จุดตามลำดับซึ่งนักวิเคราะห์ฯคาดว่าตลาดหุ้นไทยมีแรงขายทำกำไรหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบกับหุ้นไทยปรับขึ้นมาแรงก่อนหน้านี้ โดยดัชนีฯล่าสุดเมื่อเวลา 14.40 น. ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ 1,371.79 จุด ลบ 10.62 จุด หรือ 0.77% สูงสูง 1,384.18 จุด และต่ำสุด 1,370.21 จุด มูลค่าการซื้อขาย 22,720.31ล้านบาท,ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัท ไลฟ์ อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ LIVE ปิดตลาดภาคเช้าราคาอยู่ที่ 0.77 บาท ลบ 0.02 บาท หรือ 2.53% สูงสุดที่ 0.79 บาท ต่ำสุดที่ 0.74 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 28.21 ล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมบวก 0.31%อนึ่ง นาย ทวีฉัตร จุฬางกูร เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของหลายบริษัท และเป็นหลานชาย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ทายาทอาณาจักรธุรกิจหมื่นล้าน ซัมมิทกรุ๊ป และเป็นเจ้าของพอร์ตหุ้น หลายพันล้านบาท ,เน้นหุ้นได้ประโยชน์จากการเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ หรือราคาร่วงมากเกินไป ตลาดหุ้นไทยที่ร่วงลงหนัก 2 เดือนติดต่อกัน ทำให้การประเมินมูลค่ามีความน่าสนใจมากขึ้น หุ้นพื้นฐานดีขนาดใหญ่ที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศน่าลงทุนในเดือนนี้ เพราะคาดว่าจะได้ประโยชน์จากการเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ รวมทั้งหุ้นที่มีราคาร่วงหนักเกินไปจนในแง่ของปัจจัยพื้นฐานน่าจะซึบซับข่าวร้ายไปมากแล้ว หุ้นที่แนะนำในเดือน ก.ย. คือ AMATA, ANAN, AP, CK, DTAC, KBANK, PTTEP, STEC, TCAP, TPIPL ด้านแนวรับและแนวต้านสำคัญของ SET Index เดือนนี้อยู่ที่ 1330-40 จุด และ 1400-20 จุด ตามลำดับAOT มูลค่าการซื้อขาย 2,117.21 ล้านบาท ปิดที่ 276.00 บาท เพิ่มขึ้น 5.00 บาทดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดร่วงลงกว่า 200 จุดในวันนี้ โดยดัชนีนิกเกอิร่วงลง 245.84 จุด หรือ 1.28% ปิดที่ 18.890.48 จุด เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มด้านนโยบายการเงินของสหรัฐ และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นที่ปรับตัวลดลงอย่างเหนือความคาดหมายในเดือนก.ค.นักบริหารเงินประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทไว้ระหว่าง 35.75-35.95 บาท/ดอลลาร์สำหรับอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของบริษัทอยู่ที่ระดับ 5% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสิ้นปีก่อน แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนักเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม ขณะที่บริษัทยังไม่มีแผนซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงินเนื่องจากราคาหุ้น LPN ปัจจุบันอยู่ที่ 15 บาท สูงกว่ามูลค่าตามบัญชี (Book Value ) ที่อยู่ที่ระดับ 7 บาทRes 1.18-1.45 / Sup 1.10ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 18.30-18.35 ก่อนที่จะอ่อนตัวลงมาเคลื่อนไหวเหนือระดับ 18.10 ซึ่งเราคาดว่า แนวโน้มของ KTBU15 ยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 18.40 และ 18.80 และมีแนวรับสำคัญที่ 17.80 ถ้าหลุดจะมีโอกาสปรับตัวลดลงมาทดสอบแนวรับที่ 17.50ส่วนเป้าหมายหลักของบริษัทในฐานะบริษัทจัดการของกองทุน คือการมุ่งเน้นในการสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน โดยการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value) ต่อหน่วยของกองทุน รวมถึงโอกาสในการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอ สำหรับในระยะยาวแล้วกองทุนยังแสวงหาโอกาสเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเพิ่มเติมจากผู้ประกอบการโทรคมนาคมรายต่างๆ ซึ่งมีมูลค่าในเชิงกลยุทธ์สำหรับการใช้ทรัพย์สินโทรคมนาคมร่วมกันได้ และจะเป็นการเปิดกว้างให้ผู้เช่าและเจ้าของทรัพย์สินรายอื่นให้เข้ามาลงทุนในกองทุนอีกด้วย, SCN เซ็นสัญญาขายก๊าซฯ ให้ สิงห์-คิมเบอร์ลี่ย์ สาขา 2 คาดเริ่มขนส่งได้ภายในเดือนนี้, STOP LOSS ถ้าราคาหุ้นปิดต่ำกว่า 62.00 ลงไปแนวต้าน 1.76-1.80 // 1.88 บาท。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.