Features | Security

mvp168 club 1️⃣2021: Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

สล็อต ที่ แตก ง่าย ที่สุด 20201️⃣LOOK618,นอกจากนี้ยังมีโครงการผลิตเทอร์โบชาร์จเจอร์ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ผลิตชั้นนำของโลก 3 ใน 4 รายตั้งฐานการผลิตในไทย ได้แก่ IHI Turbo และ Mitsubishi Turbocharger Asia จากประเทศญี่ปุ่น และ Borgwarner จากสหรัฐอเมริกา, โครงการผลิตเครื่องปรับอากาศสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของบริษัท MSI Automotive ซึ่งจะเป็นการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ ช่วยลดการใช้พลังงานในระบบแอร์รถยนต์และช่วยให้รถวิ่งได้ระยะทางไกลมากขึ้น, โครงการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับระบบความปลอดภัยในรถยนต์ อาทิ ระบบเบรก ABS ป้องกันไม่ให้ล้อล็อคเมื่อมีการเบรคฉุกเฉิน และระบบ ESC ซึ่งเป็นระบบควบคุมการทรงตัวของรถไม่ให้เสียหลักขณะเข้าโค้งหรือพื้นถนนลื่น ของบริษัท ROBERT BOSCH AUTOMOTIVE TECHNOLOGIES2.การชำระหนี้เงินกู้มากกว่าการเบิกจ่ายเงินกู้ ทำให้หนี้ลดลง 4,061.67 ล้านบาท โดยรายการที่สำคัญเกิดจากการไถ่ถอนหุ้นกู้ จำนวน 7,100.53 ล้านบาท และการออกหุ้นกู้ จำนวน 4,200 ล้านบาท ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการเช่าซื้อเครื่องบินแอร์บัส A320-200 ของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,179.40 ล้านบาท、นักบริหารเงิน กล่าวว่า แนวรับสำคัญ 36.00 และ 35.95 บาท/ดอลลาร์ ส่วนแนวต้านหลัก 36.20 บาท/ดอลลาร์ทั้งนี้ S P s เห็นว่า ปัจจัยที่สนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ ดุลและสภาพคล่องภาคต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ระดับหนี้ของรัฐบาลที่อยู่ในระดับปานกลาง รวมถึงการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่มีประสิทธิภาพในช่วงที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจของไทยยังคงมีระดับรายได้ต่ำโดยเปรียบเทียบ และประเด็นความไม่แน่นอนทางเมืองที่ยังคงมีอยู่ ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ ดุลภาคต่างประเทศที่แข็งแกร่ง และระดับสภาพคล่องที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่มากเพียงพอหุ้น QH และ HMPRO มักจะปรับตัวขึ้นลงตามกันขณะที่ในช่วงบ่ายนี้ภาพราคาน้ำมันที่ฟื้นตัวทำให้หุ้นในกลุ่มพลังงานลุ้นฟื้นตัวขึ้นได้ และจะเห็นได้ว่ามีภาพการซื้อในเชิงพื้นฐานเข้ามาด้วย โดยมีเม็ดเงินจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนสิ้นปี ป๊าดโถ่นึกว่าเรื่องอะไร! ที่แท้ก.ล.ต.แถลงลงโทษกรณีซื้อขายหุ้น เสี่ยชูวงศ์ สำหรับโปรโมชั่นพิเศษที่มอบให้กับลูกค้าซื้อเครื่องกรองน้ำ SAFE ที่สำนักงานสาขาสุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 23-31 ธ.ค.58 ซื้อเครื่องกรองน้ำเซฟรุ่น P-Health แถมฟรี Power 2 จำนวน 1 ชิ้น มูลค่า 990 บาท ซื้อเครื่องกรองน้ำเซฟรุ่น Alkaline Mini แถมฟรี Power 2 จำนวน 1 ชิ้น มูลค่า 990 บาท ซื้อเครื่องกรองน้ำเซฟรุ่น UV Alkaline แถมฟรี เหยือก Ecomize 1 เครื่อง มูลค่า 2,500 บาท และ ซื้อเครื่องกรองน้ำเซฟรุ่น ROMA Alkaline Plus แถมฟรี เหยือก Ecomize 1 เครื่อง มูลค่า 2,500 บาทด้าน นายนท เกริกฤิทธิ์วณิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ DCORP เปิดเผยว่า ผลตอบแทนจาการลงทุน (IRR) ในโครงการร่วมทุนดังกล่าว บริษัทคาดหวังไว้ในระดับ 10-20% และหากในอนาคตทิศทางดีขึ้นคาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้ IRR ขยับเพิ่มขึ้นมากกว่าระดับที่คาดหวัง ,แนะนำซื้อ TRUE โดยมีแนวรับที่ 6,90 และ 6.80 และมีแนวต้านที่ 7.20 และ 7.50 เป็นจุดขายทำกำไรLong เปิดได้ตอนเช้าที่ 36.03 บาท รอทำกำไร 36.10 บาท ตัดขาดทุนหากหลุด 36 บาททั้งนี้ บริษัทเห็นว่าด้วยประสบการณ์และความชำนาญของผู้ถือหุ้นหลักของฮอบบี้พลัส จะช่วยส่งเสริมธุรกิจหลักของบริษัทในด้านสินค้าไอทีที่เกี่ยวข้องกับเกมส์ การ์ตูน จึงเห็นว่าการเข้าลงทุนในฮอบบี้พลัส ในสัดส่วนร้อยละ 12.5 ของทุนจดทะเบียนของฮอบบี้พลัสในครั้งนี้มีความเหมาะสมThe Erawan Group(ERW TB; THB 4.34) ซื้อ KCE มีบิ๊กล็อตวันนี้ มูลค่า 2.78 พันลบ. ราคาเฉลี่ย 63.25 บ.10 อันดับหุ้นหนุนดัชนี,ทั้งนี้ อุตสาหกรรมน้ำมันต่างเผชิญกับแรงกดดัน หลังจากราคาน้ำมันทรุดตัวลงแล้วกว่า 66% นับตั้งแต่พุ่งแตะ 114 ดอลลาร์ในปีที่แล้ว,และอันดับความน่าเชื่อถือของหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินบาทของรัฐบาล (Long-term/Short-term Local Currency Rating) ที่ระดับ A-/A-2 พร้อมกับยืนยันแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในระยะยาวที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) นอกจากนี้ S P s ยังได้ยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยบน ASEAN Regional Scale ระยะยาวที่ axAA และระยะสั้นที่ axA-1 ตามลำดับ และประเมินการเคลื่อนย้ายและความคล่องตัวในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศยังคงอยู่ในระดับ Aอย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันยังคงได้รับแรงกดดันจากความวิตกกังวลที่ว่า สหรัฐยังคงผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น แม้ว่าราคาน้ำมันดิบชะลอตัวลงก็ตาม โดยสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สหรัฐผลิตน้ำมันดิบเพิ่ม 12,000 บาร์เรล แตะระดับ 9.176 ล้านบาร์เรล/วัน ในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 11 ธ.ค.ขณะที่สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐพุ่งขึ้นเกินคาด 4.8 ล้านบาร์เรลในรอบสัปดาห์ดังกล่าว สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะลดลง 1.4 ล้านบาร์เรลแนวโน้มทางเทคนิค ออกอาการ down trend เต็มๆ แต่ในช่วงขาลงก็สามารถจับทางเก็งกำไรได้เมื่อราคาหุ้น rebound ไปยังกรอบของแนวเส้นกดทับ ซึ่ง Stoch กำลังเด้งตัวเป็นสัญญาณซื้อพอดี ตรงนี้จึงเป็นจังหวะเก็งกำไร มีแนวต้น 4.34 บาทมาให้ลุ้นกันเล่นๆ 。

ทั้งนี้บริษัทเชื่อว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2558 จะพลิกมีกำไร จากช่วง 9 เดือนขาดทุน 48 ล้านบาท แต่โดยภาพรวมแล้วทั้งปีบริษัทยังคงขาดทุนจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอ สาเหตุที่ผลประกอบการจะเริ่มกลับมามีกำไรได้เพราะสินค้าเกษตรที่ได้รับความสนใจสูงรวมถึงได้มาร์จิ้นที่ดีราคาหุ้นบริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) หรือECFปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 3.78 บาท บวก 0.06 บาท หรือ 1.61% สูงสุด 3.84 บาท ต่ำสุด 3.76 บาท มูลค่าการซื้อขาย 11.37 ล้านบาท ,โดยในวันนี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เป็นประธานในการลงนามในสัญญาจ้างผู้รับจ้างโครงการก่อสร้างทางคู่ 2 เส้นทาง ของการรถรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) คือ เส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอยราคาหุ้น บริษัท โอเชี่ยน คอมเมิรช จำกัด (มหาชน) หรือ OCEAN ณ เวลา 16.18 น.อยู่ที่ 0.64 บาท บวก 0.14 บาท หรือ 28% มูลค่าการซื้อขาย 17.09 ล้านบาท2.นโยบายด้านการจัดสรรเงินและปรับปรุงด้านกฎหมายเพื่อเร่งการลงทุน ทั้งการระดมทุนผ่าน Thailand Infrastructural Fund และการอนุมัติลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อม และ 3.การออกนโยบายสนับสนุนปฏิรูปโครงสร้างเพื่อกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน ได้แก่ การปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี, การปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกการเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาล (Medical Hub) และการแก้ไขกฎหมายความเสี่ยงด้านการบินFSMART Support 14.50 Resistance 15.50 / 16.30 Cut loss 14.20,นอกจากนี้ บริษัทยังมีรายได้เข้ามาสนับสนุนจากผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ เดอะ พอตเตอร์ ซึ่งเป็นการยกระดับผลิตภัณฑ์เมลามีนขึ้นสู่ของใช้ภายในบ้านในระดับพรีเมียม ที่บริษัทคาดว่าจะมีรายได้ 60 ล้านบาท ในปีหน้า พร้อมตั้งเป้าภายใน 3 ปีจากนี้จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 120 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าในห้างเซ็นทรัลต้นปีหน้า รวมถึงการทำการตลาด โดยเน้นการสื่อสารออนไลน์การประชาสัมพันธ์เป็นหลัก รวมถึงจะนำสินค้านี้ขยายตลาดไปยังประเทศคู่ค้าของบริษัท 110 ประเทศ เน้นสิงคโปร์,ออสเตรเลีย,ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์,ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) หรือSIMณ เวลา 15.04 น. ราคาอยู่ที่ 1.28 บาท ลบ 0.04 บาท หรือ 3.03% สูงสุดที่ 1.56 บาท ต่ำสุดที่ 1.27 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 343.04 ล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมบวก 0.42%、สล็อต ออนไลน์ w88 1️⃣2021、ทั้งนี้ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนที่ลดลงอย่างมากจากร้อยละ 30 ของ GDP ในปี 2555 มาอยู่ที่ร้อยละ 24 ของ GDP ในปี 2558 ซึ่งเกิดจากความล่าช้าในการดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐและการลงทุนภาคเอกชนที่ลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยการลงทุนจะส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอลงในระยะยาว TMB ระดับ 60 นาที ราคาดีดตัวจาก 2.3 ขึ้นไปที่ 2.5 ก่อนถอยมาตั้งลำแถว 2.36 และเริ่มจะยกตัวกลับขึ้นมาอีกครั้งพร้อม Vol. ที่เพิ่มขึ้น ด้าน DI+ ขยับตัวตัดขึ้นเหนือ DI- ดูน่าสนใจ สนับสนุนโอกาสที่ราคาจะยกตัวเข้าทดสอบหรือข้ามผ่านด่านเส้นกด 2.56ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มูลค่าการใช้จ่ายปีนี้ที่ 125,015 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตามค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ส่วนอัตราการขยายตัวที่ 6.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ถือเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ปี ถือว่าไม่สูงมากนัก เพราะเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ฉุดกำลังซื้อผู้บริโภค หากเป็นในช่วงที่เศรษฐกิจดี อัตราการขยายตัวของมูลค่าการใช้จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 10%LIT (ราคาปิดภาคเช้า 7.50)ก.ล.ต.จึงสั่งพักการให้ความเห็นชอบเป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุน ทั้งสองรายเป็นเวลา 6 เดือน มีผลตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.58 โดยในช่วงระยะเวลาดังกล่าวบุคคลทั้งสองจะไม่สามารถปฏิบัติงานเกี่ยวกับการบริการงานการเป็นที่ปรึกษาของบริษัทและการปฏิบัติงานอื่น ๆ ที่อยู่ในขอบเขตการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลากรในธุรกิจตลาดทุนได้ ซึ่งการกระทำของบุคคลทั้งสองยังเข้าข่ายมีความผิดตามมาตรา 283 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ อันเป็นผลจากการที่บริษัทกระทำผิดมาตรา 113 แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน ก.ล.ต.จะเสนอการกระทำผิดต่อคณะกรรมการเปรียบเทียบเพื่อพิจารณาเปรียบเทียบความผิด ซึ่งหากทั้งสองบุคคลไม่ยินยอมเข้ารับการเปรียบเทียบ ก.ล.ต.จะดำเนินการกล่าวโทษต่อไปในด้านผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยาง มีโครงการผลิตยางสำหรับอากาศยานของบริษัท มิชลิน และโครงการผลิตชิ้นส่วนยางสำหรับรถยนต์ และยางสายพานสำหรับรถยนต์ ของบริษัท บริดจสโตน ซึ่งโครงการของทั้งมิชลินและบริดจสโตนที่มีการลงทุนในไทยมานานและได้ขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งช่วยดึงกลุ่มบริษัทในเครือเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นด้วยทั้งนี้บริษัทเข้าลงทุนโดยใช้เงินลงทุนจากกระแสเงินสดของบริษัท ตามสัดส่วนร่วมทุน คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 1,330 ล้านหยวน หรือเทียบเท่าประมาณ 7,500 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2558 : 1 เรนมินบิหยวน เท่ากับ 5.6331 บาท ) ซึ่งคาดว่าโครงการจะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2564นอกจากนี้ บริษัทยังมีรายได้เข้ามาสนับสนุนจากผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ เดอะ พอตเตอร์ ซึ่งเป็นการยกระดับผลิตภัณฑ์เมลามีนขึ้นสู่ของใช้ภายในบ้านในระดับพรีเมียม ที่บริษัทคาดว่าจะมีรายได้ 60 ล้านบาท ในปีหน้า พร้อมตั้งเป้าภายใน 3 ปีจากนี้จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 120 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าในห้างเซ็นทรัลต้นปีหน้า รวมถึงการทำการตลาด โดยเน้นการสื่อสารออนไลน์การประชาสัมพันธ์เป็นหลัก รวมถึงจะนำสินค้านี้ขยายตลาดไปยังประเทศคู่ค้าของบริษัท 110 ประเทศ เน้นสิงคโปร์,ออสเตรเลีย,ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ แนวรับ : 1.15 แนวรับ : 3.20 และ 3.10ขณะที่ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นขั้นสุดท้ายของผู้บริโภคสหรัฐดีดตัวขึ้นในเดือนธ.ค. แตะระดับ 92.6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือนและเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3LIT(ราคาปิดภาคเช้า 7.50)。

Will 2019 see an increased chance for military confrontation in Asia?

Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

In this Friday, April 13, 2018, file photo released by Military News Agency, Taiwan’s President Tsai Ing-wen, second from left, inspects on a Kidd-class destroyer during a navy exercise off the northeastern port of Su’ao in Yilan County, Taiwan. Tsai boarded a navy destroyer to review military drills ahead of planned war games by rival China.

Credit: Military News Agency via AP, File

The 2019 security outlook for Asia, as in past years, is dominated by a number of regional flashpoints that include the Korean Peninsula, the South and East China Seas, as well as the Taiwan Strait, all of which have the potential to trigger a military confrontation. Nonetheless, there appears to be a reduced risk for open military clashes in all of the four cases in the next 12 months.

Simultaneously, 2019 will likely see an intensification of the war in Afghanistan, amid ongoing peace negotiations?and?the suggested withdrawal of 7,000 U.S. troops from the country;?the presidential election scheduled for the spring?may be postponed. Other areas our readers should watch include:?a possible uptick in violence in Jammu and Kashmir as a result of the 2019 Indian general elections (especially in combination with large-scale, ostensibly Pakistani-sponsored terror attacks, which might compel Indian Prime Minister Narendra Modi to retaliate more forcefully in 2019 than in a non-election year), the usual chance of South Asian border disputes getting out of control, ?and increased naval competition between India, China, and Pakistan in the Indian Ocean. Naval competition is especially noteworthy as all three states are in the process of fielding, or already have deployed, nuclear-armed submarines.

Overall, 2019 will see a general diffusion of military capabilities in the Indo-Pacific region without any single state being capable of dominating the region militarily. While China will remain the region’s top military power, it qualitatively still cannot compete with the much smaller South Korean and Japanese militaries, let alone U.S. forces. In turn, the United States is no longer capable of militarily dominating the region as it had during the 1990s and 2000s. Consequently, an uneasy balance of power is expected to prevail in the region.

Flashpoints

First, should North Korea continue to refrain from further testing of nuclear weapons or long-range missiles, 2019 will most likely be dominated by summit diplomacy with North Korean leader Kim Jong Un possibly parlaying face-to-face with Russia’s Vladimir Putin, Japan’s Shinzo Abe, South Korea’s Moon Jae-in, and the United States’ Donald Trump.? Conversely, a major known unknown will be the reaction of the U.S. president once it will become clearer in 2019 that Pyongyang will not relinquish its nuclear deterrent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Second, while the United States, along with its regional allies and partners, will continue to carry out freedom of navigation operations (FONOP)?challenging excessive maritime claims in the South China Sea that will draw the ire of Beijing, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) and China are expected to complete the first draft of a South China Sea Code of Conduct in 2019. Following a steady Chinese military buildup in the contested waters over the past years, an uneasy military stalemate will likely continue to hold throughout the next 12 months.

Third, after tensions between China and Japan in the East China Sea spiked in 2012, last year saw a number of Chinese intrusions into Japan’s contiguous marine zone. Yet, the past 14 months have nevertheless seen a marked diffusion of bilateral tensions — a trend expected to continue into 2019. Both countries will push on with the implementation of East China Sea crisis management and communication mechanisms, officially agreed to in December 2017. Chinese President Xi Jinping will also make his first official visit to Japan in June 2019.

Fourth, while China has stepped up its military pressure on Taiwan throughout 2018, including long-range bomber patrols?and naval exercises in close vicinity to the island (the People’s Liberation Army openly seeks readiness to invade Taiwan by 2020), a cold peace between Taipei and Beijing is likely to prevail throughout 2019. Nonetheless, the Taiwan Travel Act, a U.S. law enacted to revitalize reciprocal visits between the U.S. and Taiwan by high-level government officials and signed into law in 2018, as well as a $1 billion U.S. arms package for Taiwan, is bound to increase tensions throughout 2019.

The 2019 Arms Races

All Asian powers are expected to continue their military modernization programs throughout 2019 with six regional states likely making the 2019 top 10 global military spenders’ list. Here are several military hardware developments worth keeping an eye on:

First, India is expected to induct its most advanced nuclear-capable intercontinental ballistic missile (ICBM), the Agni-V,?to date in the first quarter of 2019. With its increased range and accuracy, the introduction of this new weapon system could pose a problem for long-term strategic stability in Asia. India is also expected to conduct its first real nuclear deterrence patrol in 2019. Long term strategic stability could be further undermined by Pakistani efforts to field a submarine-launched cruise missile (the Babur-3) and a medium-range ballistic missile?fitted with multiple independently targetable re-entry vehicles, or?MIRVs.

Second, China will continue to produce units composed of one of the region’s most advanced long-range air defense system, the Russian-made S-400?Triumf?(NATO reporting name: SA-21 Growler)?into service, which will significantly boost the People’s Liberation Army anti-access capabilities, especially around Taiwan. (Taipei, meanwhile, will continue its development of an indigenous submarine force ?as well as push for the sale of F-35Bs.) China’s first domestically designed and built aircraft carrier, the Type 002 (CV-17), could also enter service as early as the fourth quarter of 2019 further boosting China’s blue water navy capabilities. Notably, the next 12 months may also witness the first operational deployment of a hypersonic glide vehicle (HGV), the DF-17, with significant implications for strategic relations in Asia.

Third, Russia is back as a major military power in the Asia-Pacific. In 2019, the Russian Eastern Military District — the military arm responsible for operations across the Pacific — is expected to receive more than 6,240 pieces of new and upgraded military equipment. 2019 will likely see the delivery of the nuclear-powered ballistic missile submarine Knyaz Vladimir, the Russian Navy’s first upgraded Project 955A?Borei II-class boomer, to the Pacific Fleet. ?Russia’s Strategic Missile Forces are also slated to receive their first HGV in 2019. Additionally, the first batch of Sukhoi Su-57 fighter aircraft, Russia’s first indigenously designed and built fifth-generation stealth fighter jet, is expected to be be delivered to the Russian Air Force in late 2019. Finally, Russia is expected to commission its largest nuclear-powered icebreaker in 2019, whose primary mission will be to clear passages for ship traffic on the Northern Sea route, which runs along the Russian Arctic coast from the Kara Sea to the Bering Strait.

Fourth, the air forces of Australia, Japan, and South Korea will also continue to induct their fleets of F-35A Lightning II Joint Strike Fighters in 2019. These aircraft will primarily serve as platforms for long-range air-to-surface/air-to-air standoff missiles. The Diplomat readers should pay special attention to these weapons systems as they will be an important factor in determining the military balance in East Asia and beyond. Other noteworthy developments to keep an eye on in 2019 are bilateral drills involving Japan’s recently stood up Amphibious Rapid Deployment Brigade, South Korea’s continuous development of its?Kill-Chain pre-emptive strike capabilities, and Australia’s SEA 1000 Future Submarine Program.

Another important development to follow will be Japanese deliberations over the procurement of?vertical or short takeoffs and vertical landings F-35Bs and to convert the?Izumo-class of helicopter destroyers into full-fledged aircraft carriers to accommodate the new aircraft. Additionally, readers should pay special attention to Vietnam’s defense deals in 2019. Russia and Vietnam are in final talks over the purchase of 24 Su-35S “Flanker-E” multirole fighter jets — assumed to be delivered in two batches of 12 — with details of the contract reportedly finalized during the visit of Russian Defense Minister Sergei Shoigu to Hanoi in January 2018. Negotiations over the acquisition of two S-400?Triumf? batteries are purportedly also at an advanced stage.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The United States is expected to maintain a similar force posture in the Asia-Pacific as in 2018 with no major changes save for the deployment of an additional three-ship amphibious ready group (ARG) into the region. Additionally, the U.S. will maintain its continuous bomber presence mission as well as its only forward-deployed? Nimitz-class supercarrier, along with no significant increase or decrease of U.S. ground forces in the Asia-Pacific region. Notably, however, the U.S. could quietly begin negotiating with Japan and South Korea over the deployment of future U.S. ground-launched ballistic and cruise missiles on their territories following the termination of the INF treaty, which could make 2019 a particular eventful year for nuclear diplomacy in Asia. 2019 will also likely see the first deployment since 2017 of a Littoral Combat Ship to the region.

While next year will not see a Rim of the Pacific Exercise (RIMPAC), and scaled down Foal Eagle and Key Resolve exercises, The Diplomat readers should follow the first ever tri-services joint exercises between India and the United States in 2019, the first ASEAN-U.S. Maritime Exercise, ?as well as the annual iterations of the Russia-China “Peace Mission” and “Joint Sea” military drills. Interestingly, the 23rd rendition of the Malabar naval exercise, involving aircraft and ships from Indian Navy, the U.S. Navy, and the Japan Maritime Self Defense Force, is expected to take place in Japanese waters for the first time in 2019.

Outlook

Notably, the absence of a single dominating regional military power in combination with the proliferation of advanced military capabilities in the Asia-Pacific region increases the chances of miscalculation when it comes to assessing the costs and benefits of limited war. The Asia-Pacific region will remain the most militarized region in the world in 2019. The three largest defense budgets in the world are in countries with significant military assets in the region:?the United States, China, and Russia.

This should not distract from the optimistic outlook that 2019 will likely see a reduced risk for military confrontation. The Diplomat readers should, however, keep in mind: Despite our best efforts, the next major military confrontation in the Asia-Pacific, like most military conflicts, will almost certainly come as an apparent surprise and when least expected.

Franz-Stefan Gady is a Senior Editor with the The Diplomat and Senior Fellow with the East West Institute. He tweets @hoanssolo.?