The Debate

หวย งวด นี้ 17 1 63: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

สล็อตออนไลน์100,อย่างไรก็ตามมองว่าในช่วงไตรมาส 4/58 คาดว่าการบริโภคจะกลับเข้ามค่อนข้างเร็ว หลังจากที่ทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลได้ออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ให้ความช่วยเหลือทั้งกลุ่มเอสเอ็มอี และผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเร็วขึ้นCENTEL 39.75 ราคายกตัวขึ้นต่อเนื่อง เครื่องมือ MACD ให้สัญญาณซื้อเหนือเส้น Zero Line มองน้ำหนักอยุ่ในทางฟื้นตัว เก็งกำไร แนวรับ 39.25 แนวต้าน 41.50 Cut loss 38.50 บ.อนึ่ง โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นเป็น 60 ล้านคนต่อปี จากปัจจุบันรองรับได้ 45 ล้านคน/ปี ซื้อ DIF และ JASIF รับ Dividend Yield 1.8% ในช่วง 1 เดือนข้างหน้า: การ Switching ไปยังกลุ่มหุ้น High Beta เป็นปัจจัยกดดัน Yield Plays อย่าง BTSGIF, DIF และ JASIF ในช่วงที่ผ่านมา แต่มองเป็น โอกาส ซื้อสำหรับนักลงทุนที่ 1) ต้องการเงินปันผลสูง 6.1-7.4% ต่อปี 2) จ่ายปันผลเป็นรายไตรมาส 3) ผลการดำเนินงานมีความผันผวนต่ำ อย่าง JASIF และ DIF คาดราคาหุ้นค่อยๆ ฟื้นตัวตั้งแต่กลางเดือนนี้ เพื่อรับปันผล 1.8% ในช่วง 1 เดือนข้างหน้า (จ่ายทุกไตรมาส)"หุ้น ASML Holding ซึ่งเป็นผู้ผลิตเซมิคอนดัคเตอร์รายใหญ่ของยุโรป ร่วงลง 4.4% หลังจากบริษัทปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการในปีนี้ ขณะที่หุ้นซอฟท์แวร์ เอจี ดิ่งลง 6.8% หลังจากบริษัทปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการในปีนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ดีดตัว โดยหุ้นเกลนคอร์ และหุ้นอันโตฟากัสต้า ต่างก็ปรับขึ้นกว่า 1.7% หลังจากราคาโลหะปรับตัวสูงขึ้น เพราะได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์" ADVANC ผ่านคุณสมบัติร่วมประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHzแนวต้าน : 9.00 และ 9.08ทั้งนี้ Put DW บนหุ้นพลังงานและธนาคารปรับตัวขึ้นสวนทาง ตัวอย่าง DW28 เช่น PTT28P1602A +4.4% ขณะที่ราคาหุ้นปิด -1.1% และ SCB28P1602A +4.7% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปิด -1.0% เป็นต้น ARIP ผนึกแบรนด์ดังจัดงานไอซีทีส่งท้ายปลายปีรัฐบาลจีนได้ปรับการเก็บภาษีเพิ่มอีก 10% สำหรับท่อเหล็กที่ส่งมาจากผู้ผลิตเหล็กกล้าสองรายใหญ่ของญี่ปุ่นอย่างนิปปอน สตีล แอนด์ ซูมิโตโม่ เมทัล และเจเอฟอี โฮลดิงส์ เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ผลิตเหล็กกล้าในยุโรปตั้งแต่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555PS28C1511A +40.0% (PS +3.6%) กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เผยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค.หดตัวลง 1.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งหดตัวรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้าว่าจะลดลงเพียง 0.5% โดยดัชนีผลผลิตของโรงงานและเหมืองแร่อยู่ที่ 96.3 เมื่อเทียบกับฐาน 100 ในปี 2553 และเทียบกับการประเมินเบื้องต้นที่ระดับ 97.0 เนื่องจากการผลิตเครื่องดื่ม เช่น ชา กาแฟ ปรับตัวลดลง ส่วนการขนส่งของภาคอุตสาหกรรมก็ลดลงด้วยเช่นกัน โดยร่วงลง 0.7% ขณะที่สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 0.3% News Summary: สรุปข่าวประจำวันที่ 14 ต.ค.58KBANK มูลค่าการซื้อขาย 1,234.04 ล้านบาท ปิดที่ 186.50 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาทSector Rotation ทำให้การพักฐานเป็นไปอย่างจำกัดกว่าที่คาดการณ์ไว้: Sector Rotation มายังกลุ่มหุ้นขนาดกลางทำให้ SET พักฐานเป็นไปอย่างจำกัดกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา ขณะที่คงเป้าหมายสิ้นปีที่ 1,500 จุด ต่อไป สำหรับมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์วานนี้ หุ้นในกลุ่มอสังหาฯรับรู้ไปก่อนหน้าแล้ว เมื่อประกาศจริงจึงได้จะเห็น Sell on Fact ทั้งนี้ จากมาตรการฯจะเห็นได้ว่าผลดีเกิดในระยะสั้นช้วง 6 เดือน แต่หลังจากนั้นยอดขายอาจจะแผ่วลงเมื่อสิ้นสุดโครงการฯ อย่างไรก็ตาม คืนนี้ต้องรอดูรายงานภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐ (Beige Book) ว่าจะมีการมุมมองอย่างไร เพราะจะเป็นตัวชี้นำการปรับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯด้วยส่วนแผนงานในปีหน้า บริษัทตั้งงบซื้อที่ดินไว้ที่ระดับ 1 พันล้านบาท ใกล้เคียงกับปีนี้ และยังมีการสำรองเงินไว้บางส่วนเพื่อทำโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มเติม ซึ่งยังต้องรอดูนโยบายของภาครัฐว่าจะมีการรับซื้อไฟฟ้าจากกลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มอีกหรือไม่ด้วย พร้อมมองว่า ขณะนี้เป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีเข้าสู่รุ่นใหม่ เช่น ซีพียูเจนเนเรชันล่าสุดของอินเทล ที่เรียกว่า Intel Core 6 Generation ทำให้ผู้ผลิตสินค้าฮาร์ดแวร์ ปรับเปลี่ยนสินค้ารุ่นใหม่ตาม เพื่อรองรับเทคโนโลยีตัวล่าสุด ประกอบกับไมโครซอฟต์เปิดตัว Windows 10 ให้ผู้ใช้ได้อัพเกรดสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งแรงกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดดีมานด์และเริ่มมองหาสินค้ารุ่นใหม่มาทดแทนบล.แมคควอรี DW28 เปิดเผยว่า Call DW หุ้นพลังงานยังคงปรับตัวลงต่อในวันพุธตามหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวลงเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน รวมทั้งแรงขายในหุ้นธนาคารที่เข้ามาร่วมด้วยวานนี้ ส่งผลให้ Call DW หุ้นธนาคารปรับตัวลงเช่นกัน นอกจากนี้ ภาวะที่มีแรงขายหุ้นดังกล่าวส่งผลให้ดัชนีหลักทรัพย์แกว่งตัวในแดนลบแทบตลอดทั้งวัน และเป็นเหตุให้นักลงทุนเทรด SET50 Put หนาแน่นต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น S5028P1511A เป็นต้นแนวรับ 10.50 แนวต้าน 11.40 หุ้นยุโรปปิดลบ ตลาดวิตกเงินเฟ้อจีนชะลอตัว。

อย่างไรก็ตามด้านการส่งออกในปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 1-3% หลังเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในช่วงที่เหลือของปีนี้ มองว่าหากธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ก็จะทำให้ค่าเงินบาท เคลื่อนไหวที่ราว 35.6 บาท/ดอลลาร์ แต่หากสหรัฐฯยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย ค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าทะลุ 35 บาท/ดอลลาร์ และในปี 59 หากสหรัฐฯปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินบาทก็น่าจะเคลื่อนไหวที่ราว 34.75 บาท/ดอลลาร์ แต่หากไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินบาทก็จะแข็งค่าขึ้นทะลุ 34 บาท/ดอลลาร์สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจจีนนั้น เชื่อว่าจะยังคงเติบโตระดับใกล้เคียง 7% ทั้งในปีนี้และปีหน้า จากนโยบายการคลังที่ยังคงมีความเข้มแข็ง ขณะที่การปรับค่าเงินหยวนให้อ่อนลงในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นเพียงการปรับให้ค่าเงินมีความเป็นสากลและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้มากขึ้นเท่านั้น、EASON ลงทุนเพิ่มใน ไบรท์ บลู วอเตอร์ฯ จำนวน 13.69 ลบ. คงถือหุ้น 5% หุ้นยุโรปปิดลบ ตลาดวิตกเงินเฟ้อจีนชะลอตัว News Summary: สรุปข่าวประจำวันที่ 14 ต.ค.58 ข้อมูลศก.อ่อนแอหนุนแรงซื้อ ราคาทองปิดพุ่ง $14 ดอลล์,ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวลงเทียบกับสกุลเงินเยนที่ 118.78 เยน จาก 118.82 เยน และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.9510 ฟรังก์ จาก 0.9488 ฟรังก์ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียปรับขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 0.7337 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7283 ดอลลาร์PLE ซื้อเก็งกำไร,JAS มูลค่าการซื้อขาย 1,776.18 ล้านบาท ปิดที่ 5.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.05 บาทระยะกลางแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 5.60-7.50 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ ส่วนระสั้นแนะนำเก็งกำไรในกรอบ 5.60-6.70 บาทก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 5.50 บาท?ทั้งนี้ ไตรมาส 3/58 บริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai มีมูลค่าระดมทุนรวม 54,195 ล้านบาท โดยในตลาดแรกมีมูลค่าระดมทุน 26,700 ล้านบาท ส่วนตลาดรองมีการระดมทุน 27,494 ล้านบาท ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 58 มีมูลค่าระดมทุนรวมทั้งสิ้น 214,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนขณะที่เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2558 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด มีรายงานการได้มา หุ้น SAWAD โดยจำนวนหลักทรัพย์ที่ได้มาคิดเป็น 0.1498% และจำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการได้มาคิดเป็น 5.0185%โดยเป็นผลมาจากโครงการสำคัญๆ เช่น โครงการสนับสนุนแบบให้เปล่า(Direct Subsidy) สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการเปลี่ยนหัวเผา(Burner) จากหัวเผาน้ำมันเตา หรือ LPG มาเป็นหัวเผาชีวมวล(Biomass Pallet) นางอุสรา วิไลพิชญ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานตลาดเงินและตลาดทุน ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เผยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้ราว 2.9% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตราว 6% ซึ่งเป็นการคาดการณ์ที่ทำไว้เมื่อปลายปีก่อน เนื่องจากการลงทุนภาครัฐยังไม่เกิดขึ้นมากนัก ขณะที่การส่งออกในช่วง 8 เดือนแรกปีนี้หดตัวราว 5% ส่งผลต่อความมั่นใจของผู้บริโภค และการลงทุนของภาคเอกชนให้ชะลอตัว ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 2.6 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 221.3 ล้านบาร์เรล ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 400,000 บาร์เรล และสต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล ลดลง 1.5 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 147.6 ล้านบาร์เรล เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 600,000 บาร์เรล ด้านอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันลดลง 1.5% สู่ระดับ 86.0% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 0.6%อีกทั้งยังอนุมัติว่าจ้างเป็นผู้บริหารงานซ่อมบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานทางโยธาและไฟฟ้าเครื่องกลของโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เป็นระยะเวลา 8 ปีในวงเงินไม่เกิน 1,270 ล้านบาท และแก้ไขสัญญาว่าจ้าง CK เป็นผู้บริหารโครงการรวมถึงเป็นผู้จัดหา ติดตั้งอุปกรณ์งานระบบรถไฟฟ้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง โดยการเพิ่มเติมขอบเขตงานในการเป็นผู้บริหารงานซ่อมบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานทางโยธาและไฟฟ้าเครื่องกลของโครงการดังกล่าว เป็นระยะเวลา 8 ปีในวงเงินรวมไม่เกิน 1,520 ล้านบาทนักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี PPI จะลดลง 0.2% ในเดือนก.ย. ส่วนดัชนี PPI พื้นฐานจะเพิ่มขึ้น 0.1% ด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายเดือน โดยได้แรงหนุนจากคำสั่งซื้อรถยนต์ที่พุ่งขึ้น 1.8% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่ายอดค้าปลีกจะเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนก.ย.。 ทั้งนี้ บริษัทได้นำนวัตกรรมทั้งสองชนิด ให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้ผ่านช่องทาง APCO Direct Service และ APCO TV Marketing ในช่วงปลายไตรมาส 3/58 ที่ผ่านมาEART28C1511A +33.3% (EARTH +3.1%) SPC ซื้อที่ดิน 2 แปลง จาก “บุญชัย โชควัฒนา” มูลค่า 43.69 ลบ.SAT ซื้อ ราคาหุ้นมีจังหวะแกว่งฟื้นตัวขึ้นทะลุผ่านเส้นค่าเฉลี่ย 3 เดือนได้เป็นวันแรก พร้อมปริมาณการซื้อขายเพิ่มสูงขึ้นสนับสนุน สอดคล้องกับเครื่องมือ MACD ที่กลับมาเป็นบวก และ ADX เริ่มชี้ขึ้น เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไร มีแนวต้านแรกบริเวณ 17.00 บาท ผ่านได้จะมีแนวต้านถัดไปที่ 17.50 บาท อีกทั้งยังอนุมัติว่าจ้างเป็นผู้บริหารงานซ่อมบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานทางโยธาและไฟฟ้าเครื่องกลของโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เป็นระยะเวลา 8 ปีในวงเงินไม่เกิน 1,270 ล้านบาท และแก้ไขสัญญาว่าจ้าง CK เป็นผู้บริหารโครงการรวมถึงเป็นผู้จัดหา ติดตั้งอุปกรณ์งานระบบรถไฟฟ้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง โดยการเพิ่มเติมขอบเขตงานในการเป็นผู้บริหารงานซ่อมบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานทางโยธาและไฟฟ้าเครื่องกลของโครงการดังกล่าว เป็นระยะเวลา 8 ปีในวงเงินรวมไม่เกิน 1,520 ล้านบาทVGI ซื้อ ราคาหุ้นแกว่งฟื้นตัวขึ้นด้วยแท่งเทียนรูปแบบ Rising Method สามารถกลับมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยระยะเดือนได้ พร้อมปริมาณการซื้อขายสูงกว่าปกติ เครื่องมือ ADX และ MACD พุ่งชี้ขึ้นใกล้เป็นบวก เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไร มีแนวต้านแรกที่ 3.84 บาท และเป้าหมายถัดไปที่แนวเส้นค่าเฉลี่ย 3 เดือนบริเวณ 4.00 บาทWHA สัญญาณจากเครื่องมือยังไปได้สวย แรงซื้อยังหนาแน่น แนวโน้มราคาเดินหน้าต่อได้ เก็งกำไร แนวรับ 3.28 แนวต้าน 3.40 Cut loss 3.20 บ.ทั้งนี้ ไตรมาส 3/58 บริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai มีมูลค่าระดมทุนรวม 54,195 ล้านบาท โดยในตลาดแรกมีมูลค่าระดมทุน 26,700 ล้านบาท ส่วนตลาดรองมีการระดมทุน 27,494 ล้านบาท ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 58 มีมูลค่าระดมทุนรวมทั้งสิ้น 214,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.